<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ทัวร์เกาหลี ไปเที่ยวเกาหลี</title>
	<atom:link href="http://9797u.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://9797u.com</link>
	<description>9797u เล่าเรื่อง ทัวร์เกาหลี ทัวร์จีน ศึกษาต่อต่างประเทศ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 21 Feb 2012 06:44:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>จมูกข้าว ยาอายุวัฒนะ ของดีใกล้ตัว  คุณประโยชน์อนันต์</title>
		<link>http://9797u.com/%e0%b8%88%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b0-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://9797u.com/%e0%b8%88%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b0-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Feb 2012 06:44:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[จมูกข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ยาอายุวัฒนะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://9797u.com/?p=32</guid>
		<description><![CDATA[“ข้าว” นับเป็นอาหารหลักคู่คนไทยมาช้านาน ทุกส่วนประกอบของข้าวล้วนมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์สูง โดยเฉพาะต้นอ่อนของข้าวหรือที่ถูกเรียกกันคุ้นหูว่า “จมูกข้าว” หรือ “น้ำมันรำข้าว” ที่ถูกขัดสีทิ้งแต่เป็นส่วนที่มีประโยชน์ที่สุด อุดมไปด้วยพลังงานมหาศาลในรูปแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายหากรับประทานอย่างสม่ำเสมอจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้ 1. ลดครอเรสเตอรอลและไตรกรีเซอร์ไรด์ จมูกข้าวหรือน้ำมันรำข้าวมีวิตามิน E กลุ่มโทโคโตรอินอล ไฟโตสเตอรอล และกรดไขมันโอเมก้า 3-6-9 มีสารแกมม่า-ออไรซานอล ทำหน้าที่เพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) แก่ร่างกายซึ่งไขมันชนิดนี้จะไปช่วยขจัดลดครอเรสเตอรอล (LDL) รวมทั้งไตรกรีเซอร์ไรด์ (Triglycerides) จากหลอดเลือดและส่วนต่างๆ ของร่างกาย 2. ป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน โรคหัวใจ โรคสมองเสื่อม อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคชาตามประสาทส่วนปลาย รวมทั้งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ 3. ป้องกันโรคมะเร็ง  โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก แต่น่ายินดีที่ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่า หากได้รับสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำมันจมูกข้าว เข้มข้นถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ของกระแสเลือดในร่างกาย จะช่วยให้รอดพ้นจากการเป็นโรคมะเร็ง 4. ควบคุมความสมดุลของระดับฮอร์โมนในร่างกาย  ร่างกายคนเราจะผลิตฮอร์โมนชนิดต่างๆ ออกมาเสมอเพื่อให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างปกติ  หากร่างกายขาดฮอร์โมนชนิดใดชนิดหนึ่งก็จะเกิดโรคร้ายขึ้น เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมนอินซูลิน ก็จะเป็นผลให้เกิดโรคเบาหวาน 5. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย  ในน้ำมันจมูกข้าว มีสารอาหารต่างๆ มากมาย ทั้งโปรตีน (จากพืช) ไขมันชนิดดีที่ร่างกายต้องการ(HDL) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>“ข้าว” นับเป็นอาหารหลักคู่คนไทยมาช้านาน ทุกส่วนประกอบของข้าวล้วนมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์สูง โดยเฉพาะต้นอ่อนของข้าวหรือที่ถูกเรียกกันคุ้นหูว่า “จมูกข้าว” หรือ “น้ำมันรำข้าว” ที่ถูกขัดสีทิ้งแต่เป็นส่วนที่มีประโยชน์ที่สุด อุดมไปด้วยพลังงานมหาศาลในรูปแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายหากรับประทานอย่างสม่ำเสมอจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้<br />
1. ลดครอเรสเตอรอลและไตรกรีเซอร์ไรด์ จมูกข้าวหรือน้ำมันรำข้าวมีวิตามิน E กลุ่มโทโคโตรอินอล ไฟโตสเตอรอล และกรดไขมันโอเมก้า 3-6-9 มีสารแกมม่า-ออไรซานอล ทำหน้าที่เพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) แก่ร่างกายซึ่งไขมันชนิดนี้จะไปช่วยขจัดลดครอเรสเตอรอล (LDL) รวมทั้งไตรกรีเซอร์ไรด์ (Triglycerides) จากหลอดเลือดและส่วนต่างๆ ของร่างกาย<br />
2. ป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน โรคหัวใจ โรคสมองเสื่อม อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคชาตามประสาทส่วนปลาย รวมทั้งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ<br />
3. ป้องกันโรคมะเร็ง  โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก แต่น่ายินดีที่ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่า หากได้รับสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำมันจมูกข้าว เข้มข้นถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ของกระแสเลือดในร่างกาย จะช่วยให้รอดพ้นจากการเป็นโรคมะเร็ง<br />
4. ควบคุมความสมดุลของระดับฮอร์โมนในร่างกาย  ร่างกายคนเราจะผลิตฮอร์โมนชนิดต่างๆ ออกมาเสมอเพื่อให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างปกติ  หากร่างกายขาดฮอร์โมนชนิดใดชนิดหนึ่งก็จะเกิดโรคร้ายขึ้น เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมนอินซูลิน ก็จะเป็นผลให้เกิดโรคเบาหวาน<br />
5. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย  ในน้ำมันจมูกข้าว มีสารอาหารต่างๆ มากมาย ทั้งโปรตีน (จากพืช) ไขมันชนิดดีที่ร่างกายต้องการ(HDL) วิตามินต่างๆ ได้แก่ วิตามินเอ  บีรวม  อี  ดี  เค  แร่ธาตุสำคัญๆ ที่ร่างกายต้องการก็มีอยู่ในน้ำมันจมูกข้าว เช่น แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส โปตัสเซี่ยม เซเลเนี่ยม โครเมี่ยม สังกะสี  แมงกานีส  นอกจากนั้น ยังมีเลซิติน  ไลโซเลซิติน  เซฟฟาลีน  เบต้าแคโรทีน  ล้วนทำให้สุขภาพแข็งแรง จึงทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่ดี</p>
<p>เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของจมูกข้าวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์มาก ทั้งนี้จมูกข้าวและน้ำมันรำข้าวยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงสมอง บำรุงประสาท บำรุงผิวพรรณ ช่วยชะลอความแก่ ตลอดจนป้องกันโรคหย่อนสมรรถภาพทั้งเพศชายและเพศหญิงอีกด้วย เมื่อทราบถึงสรรพคุณ  นานับปการของจมูกข้าวเช่นนี้แล้ว คนไทยทุกคนควรจะหันมาบริโภคข้าวชนิดข้าวกล้องหรือผลิตภัณฑ์ข้าวที่แปรรูปทำมาจากจมูกจ้าว และน้ำมันรำข้าวเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกท่านกันเถอะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://9797u.com/%e0%b8%88%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b0-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์  ยอดสรรพคุณที่คุณเองอาจไม่รู้</title>
		<link>http://9797u.com/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c-%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://9797u.com/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c-%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Feb 2012 06:43:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://9797u.com/?p=30</guid>
		<description><![CDATA[ในสมัยโบราณนั้นเราใช้น้ำมันมะพร้าวในการบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่องสดใสดูชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน เพราะในน้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์นั้นจะมีวิตามิน A, C และ E ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการดูแลผิวพรรณให้ชุ่มชื้นสดใสขาวนวล ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นและปกป้องผิวไม่ให้หมองคล้ำจากแสงแดดได้ อีกทั้งยังช่วยรักษาอาการส้นเท้าแตกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ลักษณะที่ดีของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์นั้นจะต้องดูใสเป็นประกายไม่ขุ่นขาวหรือมีตะกอน น้ำมันจะต้องเบาบางไม่เหนียวหนืดซึมสู่ผิวได้เร็ว และต้องมีกลิ่นหอมของมะพร้าวอ่อนๆ ไม่เหม็นหืน เมื่อเอาไปแช่แข็งในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 22 องศาเซลเซียส จะต้องมีลักษณะเป็นไขสีขาว และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นก็จะต้องคืนสภาพดังเดิม ส่วนวิธีการใช้น้ำมันมะพร้าวบำรุงผิวนั้น สามารถทำได้โดยการใช้น้ำมันมะพร้าวนวดคลึงให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้สำลีชุบน้ำบีบน้ำออกแล้วเช็ดทำความสะอาด เพียงเท่านี้ใบหน้าก็จะสะอาดลึกและปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย ช่วยลดการเกิดและการสะสมสารเคมีบนผิวหน้า ไม่ทำลายน้ำหล่อเลี้ยงผิว ผิวหน้าจึงสะอาดสดใสดูขาวนวลเนียน ถ้าใช้ทาผิวหน้าและผิวกายหลังอาบน้ำเป็นประจำในตอนเช้าและก่อนนอน ก็จะสามารถบำรุงผิวพรรณให้ดีขึ้น เพราะจะไปทำให้เนื้อเยื่อดูแข็งแรงผิวดูสดใสเต่งตึง ช่วยลดรอยแผลเป็นหรือจุดด่างดำ กระ ฝ้า ให้ดูจางลงได้ ส่วนการดูแลรักษาอาการส้นเท้าแตกนั้น สามารถทำได้โดยการใช้น้ำมันมะพร้าวนวดคลึงตรงส่วนที่แตกก่อนนอนทุกคืนเป็นประจำ ภายใน 7-10 วันก็จะมีอาการดีขึ้นหรือหายขาดได้ ภายหลังที่หายจากอาการส้นเท้าแตกแล้ว ก็ควรจะต้องรักษาด้วยการทาน้ำมันมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก นอกจากการใช้น้ำมันมะพร้าวบำรุงผิวพรรณแล้ว ยังสามารถใช้ประโยชน์ในด้าน อื่นๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเอามาใช้นวดตัวเพื่อทำให้เกิดความผ่อนคลายจากความเมื่อยล้าได้ ก็ยังสามารถใช้บำรุงรักษาเกี่ยวกับหนังศีรษะได้โดยสามารถทำให้ผมดูดกดำเงางาม หรือช่วยลดเชื้อราบนหนังศีรษะ หรือแม้แต่รักษาอาการของรังแคได้ อีกทั้งยังสามารถใช้ในการรักษาโรคผื่นคันต่างๆ ได้ดีอีกด้วย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในสมัยโบราณนั้นเราใช้น้ำมันมะพร้าวในการบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่องสดใสดูชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน เพราะในน้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์นั้นจะมีวิตามิน A, C และ E ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการดูแลผิวพรรณให้ชุ่มชื้นสดใสขาวนวล ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นและปกป้องผิวไม่ให้หมองคล้ำจากแสงแดดได้ อีกทั้งยังช่วยรักษาอาการส้นเท้าแตกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย</p>
<p>ลักษณะที่ดีของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์นั้นจะต้องดูใสเป็นประกายไม่ขุ่นขาวหรือมีตะกอน น้ำมันจะต้องเบาบางไม่เหนียวหนืดซึมสู่ผิวได้เร็ว และต้องมีกลิ่นหอมของมะพร้าวอ่อนๆ ไม่เหม็นหืน เมื่อเอาไปแช่แข็งในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 22 องศาเซลเซียส จะต้องมีลักษณะเป็นไขสีขาว และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นก็จะต้องคืนสภาพดังเดิม</p>
<p>ส่วนวิธีการใช้น้ำมันมะพร้าวบำรุงผิวนั้น สามารถทำได้โดยการใช้น้ำมันมะพร้าวนวดคลึงให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้สำลีชุบน้ำบีบน้ำออกแล้วเช็ดทำความสะอาด เพียงเท่านี้ใบหน้าก็จะสะอาดลึกและปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย ช่วยลดการเกิดและการสะสมสารเคมีบนผิวหน้า ไม่ทำลายน้ำหล่อเลี้ยงผิว ผิวหน้าจึงสะอาดสดใสดูขาวนวลเนียน ถ้าใช้ทาผิวหน้าและผิวกายหลังอาบน้ำเป็นประจำในตอนเช้าและก่อนนอน ก็จะสามารถบำรุงผิวพรรณให้ดีขึ้น เพราะจะไปทำให้เนื้อเยื่อดูแข็งแรงผิวดูสดใสเต่งตึง ช่วยลดรอยแผลเป็นหรือจุดด่างดำ กระ ฝ้า ให้ดูจางลงได้</p>
<p>ส่วนการดูแลรักษาอาการส้นเท้าแตกนั้น สามารถทำได้โดยการใช้น้ำมันมะพร้าวนวดคลึงตรงส่วนที่แตกก่อนนอนทุกคืนเป็นประจำ ภายใน 7-10 วันก็จะมีอาการดีขึ้นหรือหายขาดได้ ภายหลังที่หายจากอาการส้นเท้าแตกแล้ว ก็ควรจะต้องรักษาด้วยการทาน้ำมันมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก</p>
<p>นอกจากการใช้น้ำมันมะพร้าวบำรุงผิวพรรณแล้ว ยังสามารถใช้ประโยชน์ในด้าน<br />
อื่นๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเอามาใช้นวดตัวเพื่อทำให้เกิดความผ่อนคลายจากความเมื่อยล้าได้ ก็ยังสามารถใช้บำรุงรักษาเกี่ยวกับหนังศีรษะได้โดยสามารถทำให้ผมดูดกดำเงางาม หรือช่วยลดเชื้อราบนหนังศีรษะ หรือแม้แต่รักษาอาการของรังแคได้ อีกทั้งยังสามารถใช้ในการรักษาโรคผื่นคันต่างๆ ได้ดีอีกด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://9797u.com/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c-%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำสมาธิสร้างเอนไซม์อายุยืน</title>
		<link>http://9797u.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://9797u.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Feb 2012 06:41:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิ]]></category>
		<category><![CDATA[อายุยืน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://9797u.com/?p=28</guid>
		<description><![CDATA[เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมคนที่เข้าวัดปฏิบัติธรรมหรือทำสมาธิเป็นประจำจึงดูผุดผ่องอ่อนกว่าวัย งานวิจัยนี้มีคำตอบค่ะ การศึกษานี้ทำโดย ทอนย่า เจค็อบ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเดวิส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอาสาสมัคร 30 คน ได้ฝึกทำสมาธิในสถานที่ฝึกสมาธิในรัฐโคไลราโดวันละ 6 ชั่วโมง นานต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน วิธีการทำสมาธิคือ การทำจิตให้รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่กับปัจจุบันขณะด้วยการเฝ้าดูลมหายใจและการเจริญเมตตาภาวนา เอลิซาเบท แบล็กเบิร์น ผู้ร่วมวิจัยซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลปี ค.ศ. 2009 เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องเทโลเมียร์ กล่าวถึงการศึกษาครั้งนี้ว่า “ผลบางอย่างจากการฝึกสมาธินานสามเดือนได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงจำนวนเอนไซม์เทโลเมอเรสในร่างกายของกลุ่มอาสาสมัคร” หลังจากสามเดือนผ่านไป นักวิจัยพบว่า การทำงานของเอนไซม์เทโลเมอเรส ของอาสาสมัครที่ทำสมาธิทำงานได้ดีขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังเพิ่มปริมาณการหลั่งเอนไซม์ดังกล่าวขึ้นด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการชะลอวัยและการมีอายุยืน เนื่องจากทุกครั้งที่มีการถอดแบบดีเอ็นเอที่โครโมโซม ส่วนที่เรียกว่าเทโลเมียร์ ซึ่งเป็นทางของดีเอ็นเอจะสั้นลงเรื่อยๆ ทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันโครโมโซมจะลดน้อยลงเรื่อยๆ ด้วย ซึ่งที่นักวิจัยเชื่อว่ากระบวนการนี้เองเป็นสาเหตุของความแก่และความเสื่อมที่เกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆ ทว่าเอนไซม์เทโลเมอเรสจะตอบสนองต่อการซ่อมแซมเทโลเมียร์ที่ถูกทำลายดังกล่าว ดังนั้นเมื่อเอนไซม์เทโลเมอเรสทำงานได้เต็มที่ จึงสามารถช่วยลดผลกระทบหรือหยุดเซลล์ไม่ให้แก่ลงได้ อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวไปนานๆ ลองหันมาทำสมาธิเป็นประจำกันดีไหมคะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมคนที่เข้าวัดปฏิบัติธรรมหรือทำสมาธิเป็นประจำจึงดูผุดผ่องอ่อนกว่าวัย งานวิจัยนี้มีคำตอบค่ะ</p>
<p>การศึกษานี้ทำโดย ทอนย่า เจค็อบ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเดวิส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอาสาสมัคร 30 คน ได้ฝึกทำสมาธิในสถานที่ฝึกสมาธิในรัฐโคไลราโดวันละ 6 ชั่วโมง นานต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน วิธีการทำสมาธิคือ การทำจิตให้รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่กับปัจจุบันขณะด้วยการเฝ้าดูลมหายใจและการเจริญเมตตาภาวนา</p>
<p>เอลิซาเบท แบล็กเบิร์น ผู้ร่วมวิจัยซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลปี ค.ศ. 2009 เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องเทโลเมียร์ กล่าวถึงการศึกษาครั้งนี้ว่า</p>
<p>“ผลบางอย่างจากการฝึกสมาธินานสามเดือนได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงจำนวนเอนไซม์เทโลเมอเรสในร่างกายของกลุ่มอาสาสมัคร”</p>
<p>หลังจากสามเดือนผ่านไป นักวิจัยพบว่า การทำงานของเอนไซม์เทโลเมอเรส ของอาสาสมัครที่ทำสมาธิทำงานได้ดีขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังเพิ่มปริมาณการหลั่งเอนไซม์ดังกล่าวขึ้นด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการชะลอวัยและการมีอายุยืน</p>
<p>เนื่องจากทุกครั้งที่มีการถอดแบบดีเอ็นเอที่โครโมโซม ส่วนที่เรียกว่าเทโลเมียร์ ซึ่งเป็นทางของดีเอ็นเอจะสั้นลงเรื่อยๆ ทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันโครโมโซมจะลดน้อยลงเรื่อยๆ ด้วย ซึ่งที่นักวิจัยเชื่อว่ากระบวนการนี้เองเป็นสาเหตุของความแก่และความเสื่อมที่เกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆ</p>
<p>ทว่าเอนไซม์เทโลเมอเรสจะตอบสนองต่อการซ่อมแซมเทโลเมียร์ที่ถูกทำลายดังกล่าว ดังนั้นเมื่อเอนไซม์เทโลเมอเรสทำงานได้เต็มที่ จึงสามารถช่วยลดผลกระทบหรือหยุดเซลล์ไม่ให้แก่ลงได้</p>
<p>อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวไปนานๆ ลองหันมาทำสมาธิเป็นประจำกันดีไหมคะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://9797u.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณกำลังเป็นโรคเซ็งเรื้อรังอยู่หรือเปล่า</title>
		<link>http://9797u.com/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://9797u.com/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Feb 2012 06:41:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็ง]]></category>
		<category><![CDATA[โรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://9797u.com/?p=26</guid>
		<description><![CDATA[คุณกำลังประสบกับปัญหาเหล่านี้อยู่หรือเปล่าคะมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยอ่อนอยู่เป็นระยะเวลานานไม่ว่าจะพักผ่อนหรือบำรุงร่างกายมากขนาดไหน แต่อาการก็ยังคงอยู่ ถ้าใช่ นั่นแสดงว่าคุณอาจกำลังเป็นโรคเซ็งเรื้อรัง โรคเซ็งเรื้อรังที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกที่เกิดความเบื่อหน่ายอะไรสักอย่าง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เมื่อเกิดขึ้นก็จะหายไปเองได้ แต่โรคเซ็งเรื้อรังนี้เป็นกลุ่มอาการของโรคอย่างหนึ่ง ในทางภาษาแพทย์เรียกว่า กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง โดยมักจะมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยอ่อนอยู่เป็นเวลานาน (อาจนานเป็นเดือนหรือปี) บางรายอาจมีอาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มต้นจากอาการปวดศีรษะ เจ็บบริเวณต่อมน้ำเหลือง ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ขาดสมาธิ ซึ่งจะเป็นอาการที่คล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่แต่อาการทั้งหมดเหล่านี้จะคงอยู่นานกว่า ส่วนใหญ่มักเกิดภายหลังอาการป่วยบางชนิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ ท้องเสียอย่างรุนแรง ในขณะที่บางรายพบว่าเกิดขึ้นได้หลังจากมีภาวะเครียดอย่างรุนแรง โรคเซ็งเรื้อรังจะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 2-4 เท่า โดยอาจเกิดจากความแตกต่างในเรื่องเพศ เมื่อเป็นแล้วแพทย์จะให้การรักษาด้วยการให้ยาต้านอารมณ์ซึมเศร้า ยาเพิ่มภูมิคุ้มกันและในบางรายอาจให้ยาสงบประสาทร่วมด้วยเพื่อลดอาการวิตกกังวลและช่วยให้หลับ และอาจให้ยาตามอาการที่ผู้ป่วยมี เช่น ยาระงับปวด หรือยาแก้โรคภูมิแพ้ เป็นต้น ใครที่กลัวว่าตัวเองจะเข้าข่ายกลุ่มอาการนี้ อย่าเพิ่งกังวลนะคะ เพราะผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำในการป้องกันโรคเซ็งเรื้อรังไว้ด้วยว่าให้พยายามรักษาสุขภาพด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยป้องกันโรคเซ็งเรื้อรังได้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุณกำลังประสบกับปัญหาเหล่านี้อยู่หรือเปล่าคะมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยอ่อนอยู่เป็นระยะเวลานานไม่ว่าจะพักผ่อนหรือบำรุงร่างกายมากขนาดไหน แต่อาการก็ยังคงอยู่ ถ้าใช่ นั่นแสดงว่าคุณอาจกำลังเป็นโรคเซ็งเรื้อรัง</p>
<p>โรคเซ็งเรื้อรังที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกที่เกิดความเบื่อหน่ายอะไรสักอย่าง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เมื่อเกิดขึ้นก็จะหายไปเองได้ แต่โรคเซ็งเรื้อรังนี้เป็นกลุ่มอาการของโรคอย่างหนึ่ง ในทางภาษาแพทย์เรียกว่า กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง โดยมักจะมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยอ่อนอยู่เป็นเวลานาน (อาจนานเป็นเดือนหรือปี) บางรายอาจมีอาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มต้นจากอาการปวดศีรษะ เจ็บบริเวณต่อมน้ำเหลือง ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ขาดสมาธิ ซึ่งจะเป็นอาการที่คล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่แต่อาการทั้งหมดเหล่านี้จะคงอยู่นานกว่า ส่วนใหญ่มักเกิดภายหลังอาการป่วยบางชนิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ ท้องเสียอย่างรุนแรง ในขณะที่บางรายพบว่าเกิดขึ้นได้หลังจากมีภาวะเครียดอย่างรุนแรง</p>
<p>โรคเซ็งเรื้อรังจะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 2-4 เท่า โดยอาจเกิดจากความแตกต่างในเรื่องเพศ เมื่อเป็นแล้วแพทย์จะให้การรักษาด้วยการให้ยาต้านอารมณ์ซึมเศร้า ยาเพิ่มภูมิคุ้มกันและในบางรายอาจให้ยาสงบประสาทร่วมด้วยเพื่อลดอาการวิตกกังวลและช่วยให้หลับ และอาจให้ยาตามอาการที่ผู้ป่วยมี เช่น ยาระงับปวด หรือยาแก้โรคภูมิแพ้ เป็นต้น</p>
<p>ใครที่กลัวว่าตัวเองจะเข้าข่ายกลุ่มอาการนี้ อย่าเพิ่งกังวลนะคะ เพราะผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำในการป้องกันโรคเซ็งเรื้อรังไว้ด้วยว่าให้พยายามรักษาสุขภาพด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยป้องกันโรคเซ็งเรื้อรังได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://9797u.com/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมคนทำงานจึงเครียด</title>
		<link>http://9797u.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://9797u.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Feb 2012 06:40:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://9797u.com/?p=24</guid>
		<description><![CDATA[คำก็เครียด สองคำก็เครียด อยากรู้จังค่ะว่า ความเครียดของคนทำงานเกิดขึ้นได้อย่างไร แพทย์หญิงฉันทนา ผดุงทศ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า ความเครียดจากการทำงานเกิดจากสองปัจจัยคือ ปริมาณงานที่เหมาะสม และงานที่ควบคุมได้ หากคนทำงานได้รับปริมาณงานที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป และควบคุมการทำงานนั้นๆ ให้ออกมาดีได้ ก็จะไม่มีความเครียดจากการทำงานมารบกวนชีวิต แต่หากงานมีปริมาณมากจนควบคุมไม่ได้ ความเครียดจากการทำงานก็จะค่อยๆ สะสมขึ้นที่ละน้อย ส่วนในทางจิตเวชนั้น ความเครียดจากการทำงานเกิดจากการที่แต่ละคนมีกลไกการปรับตัวไม่เท่ากัน บางคนเกิดมาไม่เคยเจอความทุกข์หรือความเครียดเลย จึงเกิดอาการสติแตกได้ง่ายๆ เมื่อต้องทำงานภายใต้สภาวะกดดันหรือมีปัญหางานเข้ามาให้แก้ไขอยู่เรื่อยๆ ส่งผลให้อาจมีการตอบสนองรุนแรงมาก เช่น วีนแตกใส่คนรอบข้าง หรือมีอาการทางกาย เช่น ปวดท้องอย่างรุนแรง มึนศีรษะ เป็นไข้ จนกลายเป็นโรคไซโคโซมาติกซินโดรม เมื่อรู้สาเหตุแล้ว หมั่นหาวิธีผ่อนคลายเพื่อป้องกันความเครียดถามหาบ้างนะคะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คำก็เครียด สองคำก็เครียด อยากรู้จังค่ะว่า ความเครียดของคนทำงานเกิดขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>แพทย์หญิงฉันทนา ผดุงทศ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า</p>
<p>ความเครียดจากการทำงานเกิดจากสองปัจจัยคือ ปริมาณงานที่เหมาะสม และงานที่ควบคุมได้</p>
<p>หากคนทำงานได้รับปริมาณงานที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป และควบคุมการทำงานนั้นๆ ให้ออกมาดีได้ ก็จะไม่มีความเครียดจากการทำงานมารบกวนชีวิต แต่หากงานมีปริมาณมากจนควบคุมไม่ได้ ความเครียดจากการทำงานก็จะค่อยๆ สะสมขึ้นที่ละน้อย</p>
<p>ส่วนในทางจิตเวชนั้น ความเครียดจากการทำงานเกิดจากการที่แต่ละคนมีกลไกการปรับตัวไม่เท่ากัน บางคนเกิดมาไม่เคยเจอความทุกข์หรือความเครียดเลย จึงเกิดอาการสติแตกได้ง่ายๆ เมื่อต้องทำงานภายใต้สภาวะกดดันหรือมีปัญหางานเข้ามาให้แก้ไขอยู่เรื่อยๆ ส่งผลให้อาจมีการตอบสนองรุนแรงมาก เช่น วีนแตกใส่คนรอบข้าง หรือมีอาการทางกาย เช่น ปวดท้องอย่างรุนแรง มึนศีรษะ เป็นไข้ จนกลายเป็นโรคไซโคโซมาติกซินโดรม</p>
<p>เมื่อรู้สาเหตุแล้ว หมั่นหาวิธีผ่อนคลายเพื่อป้องกันความเครียดถามหาบ้างนะคะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://9797u.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มารู้จักกับแก๊สโซออล์กันเถอะ น้ำมันแก๊สโซฮอล์คืออะไร</title>
		<link>http://9797u.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%ae%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://9797u.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%ae%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Feb 2012 06:40:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[แก๊สโซฮอล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://9797u.com/?p=22</guid>
		<description><![CDATA[น้ำมันแก๊สโซฮอล์ คือ น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ที่ใช้สำหรับทดแทนน้ำมันเบนซิน (น้ำมันแก๊สโซลีน) ที่มีส่วนผสมระหว่างเอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์ มีความบริสุทธิ์ 99.5% ผสมกับน้ำมันเบนซิน ในอัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วน ได้เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนด และสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซิน 95 ธรรมดาได้ โดยเติมได้ทันที ไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม และสามารถเติมสลับหรือผสมกับเบนซิน โดยไม่ต้องรอให้น้ำมันหมดถัง ส่วนในด้านของปัญหาเครื่องยนต์ ถ้าจะมีการเติมแก๊สโซฮอล์สลับไปมาระหว่างเบนซินออกเทน 91-95 นั้น สามารถทำได้ และไม่มีปัญหาแต่อย่างใด โดยไม่ต้องรอจนน้ำมันหมดถัง สำหรับปั๊มเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ขณะนี้ ปตท. และบางจาก ก็ได้ขยายจำนวนปั๊มรองรับทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้น เป็นจำนวนประมาณ 4,000 แห่ง และจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการนำแก๊สโซฮอล์มาใช้นี้ นอกจากจะเป็นการดำเนินตามโครงการในพระราชดำริแล้ว ในด้านเศรษฐกิจของประเทศ ก็จะสามารถช่วยลดมูลค่าการนำเข้าน้ำมัน ลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร ตลอดจนเพิ่มเงินหมุนเวียนในประเทศ ในด้านสิ่งแวดล้อม ก็จะช่วยลดมลพิษที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น ฝุ่นละออง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>น้ำมันแก๊สโซฮอล์ คือ น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ที่ใช้สำหรับทดแทนน้ำมันเบนซิน (น้ำมันแก๊สโซลีน) ที่มีส่วนผสมระหว่างเอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์ มีความบริสุทธิ์ 99.5% ผสมกับน้ำมันเบนซิน ในอัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วน ได้เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนด และสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซิน 95 ธรรมดาได้ โดยเติมได้ทันที ไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม และสามารถเติมสลับหรือผสมกับเบนซิน โดยไม่ต้องรอให้น้ำมันหมดถัง</p>
<p>ส่วนในด้านของปัญหาเครื่องยนต์ ถ้าจะมีการเติมแก๊สโซฮอล์สลับไปมาระหว่างเบนซินออกเทน 91-95 นั้น สามารถทำได้ และไม่มีปัญหาแต่อย่างใด โดยไม่ต้องรอจนน้ำมันหมดถัง สำหรับปั๊มเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ขณะนี้ ปตท. และบางจาก ก็ได้ขยายจำนวนปั๊มรองรับทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้น เป็นจำนวนประมาณ 4,000 แห่ง และจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต</p>
<p>ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการนำแก๊สโซฮอล์มาใช้นี้ นอกจากจะเป็นการดำเนินตามโครงการในพระราชดำริแล้ว ในด้านเศรษฐกิจของประเทศ ก็จะสามารถช่วยลดมูลค่าการนำเข้าน้ำมัน ลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร ตลอดจนเพิ่มเงินหมุนเวียนในประเทศ</p>
<p>ในด้านสิ่งแวดล้อม ก็จะช่วยลดมลพิษที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น ฝุ่นละออง เขม่าควันดำ และสารเรือนกระจก เป็นต้น ส่วนทางด้านสังคม จะเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้และกระจายรายได้ให้สู่เกษตรกร ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระดับรากหญ้าของประเทศ</p>
<p>แก๊สโซฮอล์ แบ่งออกเป็น</p>
<p>1. น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 แบ่งเป็น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ออกเทน 91 กับ 95 โดยมีส่วนผสมของเอทานอลไม่เกินร้อยละ 10 และไม่ต่ำกว่าร้อยละ 9 กับน้ำมันเบนซินพื้นฐานร้อยละ 90 โดยปริมาตร สามารถใช้แทนหรือสลับกับน้ำมันเบนซิน 95 และ 91 ได้ตามปกติโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์</p>
<p>2. น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 มีส่วนผสมของเอทานอลไม่เกินร้อยละ 20 และไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19 กับ น้ำมันเบนซินพื้นฐานร้อยละ 80 โดยปริมาตร</p>
<p>3.น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 มีส่วนผสมของเอทานอลร้อยละ 85 กับ น้ำมันเบนซินพื้นฐานร้อยละ 15 โดยปริมาตร หรือมีเอทานอลไม่ต่ำกว่าร้อยละ75 โดยเอทานอลที่ใช้ผสมจะอยู่ในรูปของเอทานอลแปลงสภาพ</p>
<p>น้ำมันแก๊สโซฮอล์ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นพลังงานทางเลือกทดแทนน้ำมันเบนซิน น้ำมันผสมชนิดนี้มีใช้กันในหลายประเทศทั่วโลก ข้อดีของแก๊สโซฮอล์คือ การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ขึ้น เนื่องจากโครงสร้างทางเคมีของแอลกอฮอล์ ทำให้ลดมลพิษในอากาศ และในขณะเดียวกันราคาของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ มีราคาต่ำกว่า น้ำมันเบนซินโดยทั่วไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://9797u.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%ae%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การติดเชื้อ  Helicobactor pyroli มีความสัมพันธ์กับภาวะเมตาบอลิก</title>
		<link>http://9797u.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-helicobactor-pyroli-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://9797u.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-helicobactor-pyroli-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Feb 2012 17:16:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[health]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ติดเชื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[เมตาบอลิก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://9797u.com/?p=17</guid>
		<description><![CDATA[มีผลการศึกษาในวารสารเรื่องการติดเชื้อ  Helicobactor pyroli ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารมีความสัมพันธ์กับกลุ่มอาการเมตาบอลิก ที่บอกว่าเป็นกลุ่มอาการเมตาบอลิก เนื่องเป็นความผิดปกติหลายๆ อย่างรวมกัน ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติที่เราทราบกันดี เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดันสูง ไขมันสูง อ้วน เป็นต้น เมื่อความผิดปกติเหล่านี้มาอยู่รวมกัน เรียกชื่อใหม่เป็นกลุ่มอาการเมตาบอลิก (metabolic syndrome; MS) ความผิดปกติที่จะบอกว่าอยู่ในกลุ่มอาการนี้มักเป็น 3 ใน 5 ข้อ แต่อย่างไรก็ตามแต่ละประเทศอาจตั้งเกณฑ์ใช้ที่เหมาะกับคนในประเทศตัวเอง เช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น ญี่ปุ่นตั้งเกณฑ์การมีภาวะ MS คือ อ้วน โดยวัดเส้นรอบพุง ผู้ชายมากกว่า 85 ซม. ผู้หญิงมากกว่า 90 ซม. แล้วมีความผิดปกติสองในสามอย่าง ต่อไปนี้คือ ความดันสูง,ไขมันสูง, น้ำตาลในเลือดสูงเมื่อนำกลุ่มตัวอย่างที่เข้ามาตรวจสุขภาพประจำปีมาตรวจวัดพร้อมกับบันทึกข้อมูล เจาะเลือดไปตรวจหาว่าเคยมีการติดเชื้อหรือไม่ แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ ก่อนเข้าสู่ผลการวิเคราะห์เขาเอาข้อมูลที่ได้มาดูก่อนว่าการดำเนินชีวิตแบบไหนที่ทำให้คนเราเกิดภาวะ MS มีหลายอย่างที่ศึกษาด้วยกัน ผลที่ได้พบว่า การดื่มเหล้า สูบบุหรี่  กินอาหารที่มีไขมันสูง กินของว่างตอนกลางคืน เหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด MS [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีผลการศึกษาในวารสารเรื่องการติดเชื้อ  Helicobactor pyroli ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารมีความสัมพันธ์กับกลุ่มอาการเมตาบอลิก ที่บอกว่าเป็นกลุ่มอาการเมตาบอลิก เนื่องเป็นความผิดปกติหลายๆ อย่างรวมกัน ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติที่เราทราบกันดี เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดันสูง ไขมันสูง อ้วน เป็นต้น เมื่อความผิดปกติเหล่านี้มาอยู่รวมกัน เรียกชื่อใหม่เป็นกลุ่มอาการเมตาบอลิก (metabolic syndrome; MS) ความผิดปกติที่จะบอกว่าอยู่ในกลุ่มอาการนี้มักเป็น 3 ใน 5 ข้อ แต่อย่างไรก็ตามแต่ละประเทศอาจตั้งเกณฑ์ใช้ที่เหมาะกับคนในประเทศตัวเอง เช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น</p>
<p>ญี่ปุ่นตั้งเกณฑ์การมีภาวะ MS คือ อ้วน โดยวัดเส้นรอบพุง ผู้ชายมากกว่า 85 ซม. ผู้หญิงมากกว่า 90 ซม. แล้วมีความผิดปกติสองในสามอย่าง ต่อไปนี้คือ ความดันสูง,ไขมันสูง, น้ำตาลในเลือดสูงเมื่อนำกลุ่มตัวอย่างที่เข้ามาตรวจสุขภาพประจำปีมาตรวจวัดพร้อมกับบันทึกข้อมูล เจาะเลือดไปตรวจหาว่าเคยมีการติดเชื้อหรือไม่ แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์</p>
<p>ก่อนเข้าสู่ผลการวิเคราะห์เขาเอาข้อมูลที่ได้มาดูก่อนว่าการดำเนินชีวิตแบบไหนที่ทำให้คนเราเกิดภาวะ MS มีหลายอย่างที่ศึกษาด้วยกัน ผลที่ได้พบว่า การดื่มเหล้า สูบบุหรี่  กินอาหารที่มีไขมันสูง กินของว่างตอนกลางคืน เหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด MS ทั้งหมด -เรื่องนี้เราพอทราบกันอยู่ แต่มีการดื่มนมและผลิตภัณฑ์จากนมไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิด MS - อันนี้เรื่องใหม่</p>
<p>เมื่อมาดูจำนวนคนที่ติดเชื้อในกลุ่มที่เป็น MS และกลุ่มที่ไม่เป็น MS พบว่า ในกลุ่มที่เป็น MS มีจำนวนคนติดเชื้อมากกว่ากลุ่มที่ไม่เป็น MS ร้อยละ 38 และ 28 ตามลำดับ ซึ่งจำนวนนี้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทีนี้เมื่อมาดูต่อว่าการที่คนติดเชื้อมีความสัมพันธ์กับอะไร เขาศึกษาหลายอย่างด้วยกันแต่ที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อคือ ความดันตัวบน (systolic blood pressure) ที่เพิ่มขึ้น, HDL-C ที่ลดลง, LDL-C ที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>ผู้ทำการศึกษาอธิบายสาเหตุที่ทำให้คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้นเนื่องจากคนอ้วนมีการสร้างสารที่หลั่งจากเซลล์ (cytokine) มากกว่าคนทั่วไป เป็นเหตุให้การอักเสบเพิ่มขึ้นและรุนแรง และทำให้เกิดภาวะ MS ตามมาเช่น ความดันสูง ไขมันสูง เมื่อมีการติดเชื้อร่วมด้วย จึงเป็นสาเหตุให้การอักเสบรุนแรงขึ้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://9797u.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-helicobactor-pyroli-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Sunlight, vitamin D and the prevention of cancer</title>
		<link>http://9797u.com/sunlight-vitamin-d-and-the-prevention-of-cancer/</link>
		<comments>http://9797u.com/sunlight-vitamin-d-and-the-prevention-of-cancer/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 Feb 2012 11:02:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[health]]></category>
		<category><![CDATA[cancer]]></category>
		<category><![CDATA[Sunlight]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://9797u.com/?p=14</guid>
		<description><![CDATA[Solar radiation has been accepted as the most important risk factor for skin cancer in humans.(160) There is a linear relationship between the degree of sun exposure and squamous cell carcinoma of the skin.(161,162) The relationship between melanoma, the most aggressive type of skin cancer, and sunlight, however, is complicated. Excessive intermittent sun exposure causing [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Solar radiation has been accepted as the most important risk factor for skin cancer in humans.(160) There is a linear relationship between the degree of sun exposure and squamous cell carcinoma of the skin.(161,162) The relationship between melanoma, the most aggressive type of skin cancer, and sunlight, however, is complicated. Excessive intermittent sun exposure causing (severe) sunburn is the most important exogenous risk factor, whereas a certain degree of chronic (continuous) exposure and occupational exposure might have a preventive effect. Moreover, chronic sun exposure might be associated with increased survival from melanoma.(163-168) Diagnosis in summer or early autumn has been reported to improve the prognosis of melanoma patients.(169,170) For basal carcinoma both chronic and intermittent sun exposure seem to play a role in the etiology.(161,162) The steady rise in the incidence of skin cancer during the last decades, largely caused by increased sun exposure, has in most western countries led to public health recommendations that sun exposure should be avoided. Recent studies have suggested a possible beneficial effect of sunlight in reducing the risk of various types of cancer. Much of the research that supports a protective effect of sunlight on  cancer risk is of ecological type. Ecological studies have well-known limitations: the most important are the so-called ecological fallacy (occurring when associations of groups of individuals are not the same as those for individuals), confounding, and misclassification of exposure.(172) Although ecological studies suffer from many potential methodological problems, they often provide useful clues for further research. It was through the combination of clinical observations and ecological studies that the link between sun exposure and skin cancers was identified, with more skin cancer cases occurring in populations residing in areas of high sun exposure. In a similar way, many studies have by now observed a gradient opposite to that of the skin cancer gradient for many solid, and haematological malignancies. The great majority of the ecological studies performed in countries with a Caucasian population indicate a possible protective effect of sun exposure for these tumours. The number of these type of studies is growing quickly: from 14 in our previous study(3) in 2006 to 29 in May  2009. A total of 24 ecological studies on colon-, prostate-, breast-, lung-, ovary carcinoma and NHL, performed in countries with a majority of Caucasian inhabitants, could be included now. In 18 of them significantly inverse associations between the incidence/ or mortality of the studied tumours and sun exposure were found. Four studies, mainly on NHL, using old lymphoma classifications, reported positive associations. Some of the ecological studies, mostly the early ones, simply plotted latitude of residence against cancer incidence and/or mortality rates and presented the strength of the correlation between these two. Other, more sophisticated, studies tried to infer (mean) UV-B levels at the residential locations from several sources: satellites, ground-based UV-B monitoring stations, heat zones, average hours of solar radiation, etc. Some of these studies corrected for the prevalence of other cancer risk factors, such as food intake, income, race and physical activity. From our review, it becomes clear that the number of case-control and cohort studies increased as well. We could identify 20 case-control and 11 cohort studies. Seventeen of the case studies and 5 of the prospective studies have individual-level information on sun exposure, prevalence of other cancer risk factors and the presence or absence of cancer. Almost all case-control and prospective studies on colon-(15,17-19), prostate-(15,18,53-55), breast cancer(15,18,84-90) and NHL(116-118,120-124) show significantly inverse associations between exposure to sunlight and the incidence and mortality of these malignancies. There were 4 exceptions: a prospective study on breast cancer(90) and a case-control study on NHL(125), finding no correlation, and a case-control study(119) and a prospective study on NHL(127), finding a positive association.<br />
Particularly the number of case-control studies on NHL has increased, comprising a total of  about 11,000 cases with individual level information on sun exposure and an additional 16,000 cases with exposure measures based on residential sun exposure. The epidemiological evidence for a protective role of sunlight in NHL is gradually approximating that of sunlight as a risk factor in basal cell carcinoma. Several independent case-control and prospective studies identified sunlight as a predictor for prognosis for lung cancer(19,135,136) and melanoma(165-170) as well.<br />
We therefore conclude that there is accumulating evidence for sunlight as a protective factor for several types of cancer. This evidence, however, is not conclusive, because the number of (good quality) studies is still limited and publication biases cannot be excluded. The results of the included studies on the association between cancer risk and vitamin D are much less consistent in comparison with those for sunlight. Only those studies that prospectively examined the 25-VD levels in relation to risk of colorectal cancer are homogeneous. They provide evidence of a decreased risk of colorectal cancer associated with higher serum 25-VD levels, particularly levels higher than 80 nmol/L. Such levels may require a vitamin D supplementation of at least 1500 IU/day, a safe but not generally encouraged level.  Healthy young and middle-aged adults who are exposed to sunlight and get  enough sun to cause a slight pinkness to the skin ( 1 minimal erythemal dose) produce  in the skin an amount of vitamin D comparable with an oral dosage of 20.000 IU. (171) Most studies on the effect of sunlight or vitamin D restrict their observations to colon or colorectal cancer. Several studies report the results of colon and rectal cancer separately. In some the results are practically equal (15,16,17,23) and in others the results are more pronounced for rectal cancer (24,28,37). Lipworth et al.(28) in contrast found no association between vitamin D intake and the risk of rectal cancer. In two studies subsites were studied in even more detail, distinguishing proximal and distal colon: in the study of Mizoue et al. the associations appeared stronger with the distal, in that of Lipworth et al.(28) with the proximal colon. The studies on 25-VD levels in breast carcinoma and particularly in prostate-, lung- and ovarian carcinoma and NHL have inconsistent results and thus are much less supportive for a protective role of vitamin D in these malignancies. The studies on vitamin D intake are inconsistent as well. Moreover, they probably are of little value when examining the relationship between vitamin D and cancer risk, particularly because the most important source of vitamin D, the sun, is disregarded in most of these studies. In addition several meta-analyses (35,64) revealed that the low vitamin D intake in the studied populations might limit the possibility to detect a protective effect, which may require higher dosages. The results of the intervention studies are suggestive of a protective role of vitamin D in cancer. They have, however, been criticized in the literature.(172) Generally they are considered to be of insufficient duration for cancer prevention trials. With exception of the trial of Lappe et al.(47) the dosage would be too low to reach adequate serum 25-VD levels. The study of Lappe et al.(47)is criticized for its design and the low number of cases. Several considerations might explain these inconsistent results for vitamin D. Firstly, it is possible that vitamin D has a protective effect on colorectal cancer only and not on other types of cancer. Secondly for some of the types of cancer discussed in this paper the risk associated with low vitamin D status may be conferred early in life (during tumor initiation), and thus studies of circulating levels of 25-VD and dietary or supplement intake in adulthood may not capture the relevant time period of exposure. However, the studies concerning the relationship between age and the potential risk-reducing effect of sunlight do not show that childhood exposure is of particular importance. Thirdly, for other cancers the effect of vitamin D could be more relevant for cancer progression than for cancer initiation.(173) To investigate this, studies of 25-VD levels and vitamin D intake should be restricted to the period at or shortly before diagnosis. Fourthly, the effects of vitamin D could be part of a more complex mechanism involving gene polymorphisms like vitamin D receptors variants.(17,73,74,78,138,139) Therefore polymorphisms in the vitamin D receptor should, when possible, be included in all epidemiological studies on the effect of 25-VD levels on cancer risk. Finally, the protective effect of sunlight may not be mediated by vitamin D alone. More effects of sunlight on the human body could be involved. In this regard the effect of sunlight on circadian rhythm(5) and on the degradation of folic acid(6) has been mentioned in the literature. Interesting in this respect is the finding of Bizarri et al.(174) that 1,25-VD at low doses strongly inhibited the proliferation of a rat breast cancer cell line. Melatonin  considerably increased the sensitivity of these cells to 1,25-VD. It might therefore be more appropriate to speak of the ‘sunlight hypothesis’ in stead of the ‘vitamine D hypothesis’. It is biologically plausible that vitamin D and consequently sunlight have an effect on cancer. Many cell types, such as normal and malignant cells of colon, breast and prostate contain vitamin D receptors. When these receptors are activated by the hormone 1,25-VD, the biologically active form of vitamin D, they induce differentiation and apoptosis, and inhibit proliferation, invasiveness, angiogenesis, and metastatic potential. Moreover, circulating 25-VD was also shown to be potentially beneficial because many cell types including cancer cells express 1-a-hydroxylase, and are thus able to convert 25VD into 1,25-VD. In addition, the vitamin D cancer hypothesis has been supported by studies that administer 1,25-VD to animals in various tumour models and in small phase II clinical studies in humans that show that administration of 1,25-VD can slow the progression of cancer.(4,175-178) Regrettably, reliable experiments on the direct effect of sunlight on carcinogenesis in animals other than skin cancer have not been performed.<br />
In summary, results of epidemiological studies suggest that (chronic)sun exposure, whether or not (partially) mediated by vitamin D, decreases the risk of some cancers, particularly of the colon, breast and prostate and NHL. There is also evidence that relatively high personal sun exposure may improve the outcome of colon-, breast-, prostate-, lung carcinoma, melanoma and Hodgkin lymphoma. Chronic sun exposure causes squamous cell- and to a lesser degree basal cell carcinoma of the skin. Incidence rates of these cancers are increasing rapidly. However, the morbidity of these skin tumours is generally minimal for individual patients and the mortality is very low. In the Netherlands in 2006 about 35,000 new non-melanoma skin cancer patients were diagnosed. In the same year, about 100 people died of a non-melanoma skin cancer. The number of new patients with colon-, breast-,prostate cancer and NHL was comparable. However, the morbidity of these malignancies is much more serious and the mortality was 11,500 in 2006.(179) If the evidence for the ‘sunlight hypothesis’ is getting more convincing a stimulation of chronic sun exposure should be considered, because the advantages considerably outweigh the disadvantages. Even then warnings against excessive intermittent sun exposure still remain appropriate.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://9797u.com/sunlight-vitamin-d-and-the-prevention-of-cancer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

